Omega Seamaster Diver300m Ceramic Titanium
- Feb 2, 2020
- 3 min read
Updated: Aug 24, 2023
"วิ่งไปซื้อ Leica M Monochrom"
ต้องกราบขออภัยผู้อ่านทุกท่านอีกรอบด้วยที่คราวนี้มารีวิวนาฬิกา (อีกแล้ว) ไม่ใช่กล้อง จากที่เมื่อ 8 เดือนที่แล้วเคยบอกไว้ว่าจะซื้อนาฬิกาอีกทีก็อย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า ไม่น่าเชื่อว่า 10 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก โถ... ตรงกับคำกล่าวของเซียนนาฬิกาทั้งหลายว่า นาฬิกาเรือนแรกจะซื้อยากใช้เวลาเลือกเยอะหน่อย แต่เรือนต่อไปจะตามมาเร็ว (อย่างไม่น่าเชื่อ)

“ผมไม่เล่นนาฬิกาครับ”
ผมก็ยังไม่เล่นนาฬิกาอยู่ดีครับ ถ้าเรือนนี้ไม่ได้สปอนเซอร์ผมก็คงไม่ได้ใส่ จึงต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ และเรือนนี้ก็ยังไม่ใช่ Rolex หรือ Patek Philippe อยู่ดี แต่เป็น Omega ราคาขายต่อไม่ได้สวยงามเท่าสองยี่ห้อดัง แต่เป็นยี่ห้อที่ผมชอบภาพลักษณ์และงานออกแบบครับ ก็เท่านั้น

Omega Inhouse calibers
Omega Seamaster Diver 300M ประวัติคงไม่ต้องพูดถึง หาอ่านได้เยอะจากเว็บไซต์อื่น ๆ ครับ แต่ Seamaster Generation ตั้งแต่ 2018 เป็นต้นมามีความน่าสนใจตรงที่โอเมก้าเปลี่ยนเครื่องจาก Caliber เดิม ๆ เช่น Omega 2500 หรือ Omega 1120 ที่ใช้ base จาก ETA 2892-A2 มาเป็นเครื่อง Inhouse แบบเต็มตัวตระกูล Omega 8800 และ Variation อื่น ๆ ในซีรีส์นี้ (อย่างที่ว่านะครับ เครื่อง Inhouse หรือ ETA มันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ซึ่งคงไม่ขอพูดถึง แต่ตัวสุดท้ายของ Seamaster Diver 300M ในปี 2017 ที่ใช้ Caliber Omega 2507 (ETA 2892-A2) ก็คือเจ้า Commander ที่ดังระเบิดระเบ้อ และยังคงแพงมากมาจนทุกวันนี้) เครื่อง Inhouse ยุคใหม่นี้มีความน่าสนใจ ตรงที่ผ่านมาตรฐาน Master Chronometer กันทั้งหมดโดย METAS ซึ่งการันตีความเที่ยงตรง -0 ถึง +5 วินาทีต่อวัน Omega หันมาใช้ Si14 (ซิลิกอน) ทำ Hair spring จึงป้องกันสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 gauss (1.5 Tesla) ทำให้นาฬิกา Omega รุ่นใหม่ ๆ สามารถเปลือยหลังโชว์เครื่องกันได้โครม ๆ แล้วเครื่องมันก็ขัดแต่งสวยเสียด้วย ถ้าเทียบกับเจ้า Tudor North flag ที่ใส่อยู่ทุกวันก็ดูมีความหรูหรามากกว่าเยอะ ส่วน North flag Finishing พ่นทรายจะได้อารมณ์ดิบ ๆ Industrial หน่อย ๆ เอาไว้ใช่ต่างกรรมต่างวาระ อีกประเด็นคือเครื่อง Inhouse ใหม่ของ Omega ผมชอบมากเพราะหน้าต่างวันที่ย้ายมาอยู่ที่ 6 นาฬิกา (จากเดิม 3 นาฬิกา) หน้าปัดโดยรวมดูดีขึ้นเยอะเลยครับ IMHO แต่เรื่องเครื่องใหม่ของ Omega กลับน่าเสียดายอย่างเดียวคือการสำรองพลังงานได้แค่ 55 ชั่วโมง (มันก็มากกว่าเดิมแล้วล่ะนะ) เรียกว่าถ้าเสาร์อาทิตย์ถอดนาฬิกาวางไว้บ้าน วันจันทร์ก็ต้องมาขึ้นลานกันใหม่ แต่ก็ยังดีที่รุ่นนี้ไม่ต้องตั้งวันที่เพราะมันไม่มี

ทีนี้นับตั้งแต่ Seamaster Diver 300M ปี 2018 ออกมามันก็มีตัว Variation ออกมาเรื่อยเลยครับ ตัวปกตินี่แหละ สายยาง สายเหล็ก สีเงิน สีทอง สีทองชมพู สีน้ำเงิน ทีนี้เยอะเลยจริง ๆ 15 รุ่นย่อย แต่ส่วนผมตัวว่าตัวจี๊ดของปี 2018 คือ 210.60.42.20.99.001 Titanium Tantalum Sedna gold ลิมิเตด 2,500 ตัว อันนี้เด็ดและแพงมากครับ จวบจนปี 2019 ซีรีส์ Seamaster ยังตบเท้าออกมาเรื่อย ๆ 20 รุ่นย่อย แบบต้องคิดว่านี่-ึงขายได้หมดจริง ๆ เหรอ ส่วนหนึ่งของปี 2019 คือเป็นชุดของตัว Chronograph จับเวลาครับ รองลงมาก็พวกเจมส์บอนด์ทั้งหลาย ลิมิตเตดต่าง ๆ เงินในกระเป๋าลูกค้าก็ปลิวกันไปเรื่อย ๆ ครับ จนมาถึงตัวที่ได้มานี่ล่ะครับ ซึ่งมีความน่าสนใจไปอีกแบบหนึ่ง ลองมาดูว่า Seamaster ที่ราคาขายแพงกว่าตัวปกติเกือบสองเท่าจะเป็นอย่างไร


วัสดุ
210.92.44.20.01.001 Omega Seamaster Diver 300M 43.5mm Ceramic Titanium ชื่อรุ่นบอกเลยครับว่าจุดที่น่าสนใจอยู่ที่วัสดุ นั่นคือ Ceramic ZrO2 (เซอร์โคเนียมไดออกไซด์ หรือ Zirconia) ซึ่งความดีที่น่าสนใจหลัก ๆ ของเซรามิกก็คือทนการขีดข่วน (Wear resistance) ซึ่งมีเหนือกว่า Stainless steel แน่นอนอยู่แล้ว แต่จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเกรดที่โอเมก้าเลือกมาใช้ครับ (ซึ่งมันก็ไม่ยอมบอกว่าใช้เกรดไหน) อย่างไรก็ตามค่าก็จะแกว่งอยู่ที่ 1,200 - 1,350 Vickers (เทียบกับ sapphire อยู่ที่ 2,500 Vickers) ยังไงก็คงวางใจไม่ได้ขนาดนั้น โอกาสเกิดรอยมันก็ยังมีอยู่ดีครับ ไม่ใช่จะไม่มีเลย และเมื่อไรถ้าเกิดรอยขึ้นมาแล้วนี่ล่ะครับ ของจริง คือไม่รู้จะเอาอะไรไปขัดมันให้สวยเหมือนใหม่ ไม่เหมือนพวก Steel นะครับ ที่ขัด ปัด ให้ดูเหมือนใหม่ได้ เอาล่ะวัสดุอีกตัวหนึ่งที่ใช้ทำกรอบฝาหลังและ Bezel คือ Titanium ซึ่งโอเมก้าใจดีสเป็คมาให้เห็นจะ ๆ ว่าเป็น Titanium grade 5 ซึ่งหมายความว่า เป็น Titanium Alloy มีความแข็งที่ 349 Vickers ครับ ถ้าเทียบกับ Stainless steel 316L (Rolex เก่า ๆ หรือ Tudor) อยู่ที่ 152 Vickers, Stainless steel 904L (Rolex ใหม่ ๆ) อยู่ที่ราว ๆ 490 Vickers (หมายเหตุ : ข้อมูลพวกนี้ตัวเลขก็แกว่ง ๆ กันไปตามแหล่งอ้างอิงนะครับ) Damasko ice hardened steel คือ 700 Vickers ส่วนตัวเคลือบดำของ Damasko นี่ถึง 2,500 Vickers ชนกับ Sapphire เลยนะครับ น่าหามาลองสักที สำหรับ Omega ตัวนี้จะเอาไปใช้งานก็พิจารณากันเอานะครับ แค่บอกได้แน่ ๆ ว่าส่วนจะที่ไปก่อน (ถ้าไม่ตก) ก็คือ Titanium นี่แหละครับ
ที่ว่า "ถ้าไม่ตก" ก็คือความน่าเป็นห่วงของเซรามิกครับ ถ้ามั่นใจว่าไม่ตก กระทบกระแทกอะไรแรง ๆ หามาใส่เลยมันเบา และกันรอยได้ดี ซึ่งมันก็เป็นวัสดุหนึ่งที่ผมใฝ่ฝันอยากได้ตั้งแต่เริ่มดู ๆ นาฬิกาใหม่ ๆ แต่ข้อเสียของมันก็คือมันแข็งแต่มันไม่เหนียวครับ ถ้าเจอแรงกระทำมาก ๆ เข้า มันแตกได้เลยครับ ลองหาภาพจาก google ดูกัน จะเห็นว่ามีหลายกรณี หลายยี่ห้อทีเดียวครับ ใครจะหาเคสเซรามิกมาใส่ก็ควรทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดของวัสดุตรงนี้ไว้ด้วยนะครับ

สายที่มากับนาฬิกาเป็นยางครับ Buckle เป็นเซรามิก ZrO2 เช่นกัน (ว้าว) เป็นสายเข็มขัดปกตินะครับ ข้อมือผมใส่ซะรูเล็กสุดเลย ก็ไม่รู้จะทนแค่ไหน ต้องลองใช้ไปยาว ๆ ส่วนรุ่นที่เป็นสาย Nato hardware มันจะเป็น Titanium แทน Stainless steel ที่มีขายตาม shop ทั่วไป และรุ่นนี้มีสาย 2 แบบนี้เท่านั้น ไม่มีสายเหล็กครับ

หน้าปัด
หน้าปัดของ Seamaster Ceramic Titanium ขยายจากปกติ (42mm) มาเป็น 43.5mm ได้มาเกือบใส่ไม่ได้เพราะผมข้อมือเล็ก ก็ไม่รู้ว่ามันจะขยายทำไม เป็นข้อจำกัดของวัสดุหรือไม่ผมก็สุดจะเดา แต่ที่แน่ ๆ พอขยายหน้าปัดแล้ว ใส่เครื่อง 8800 ลงไป เครื่องมันขนาดเท่าเดิมมันต้องทำจานวันที่ใหม่ เลยคงจะตัดวันที่ออกเสียเลยง่ายกว่าแล้วเรียกว่า 8806 หรือจะเป็นปรัชญาในการออกแบบที่แถมด้วยการโฆษณาว่ามีความสมดุลของหน้าปัดเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่มีวันที่แล้ว ก็ให้มันลึกลับต่อไป
หน้าปัดเจ้าตัวนี้มีความแปลกออกไปจาก Seamaster รุ่นปกติอยู่ 4 จุดด้วยกัน คือ
พื้นหลังของหน้าปัดที่เป็นเซรามิก ZrO2 เซาะลายคลื่นเป็นเงากับด้าน มัน Invert กับตัวปกติครับ จะเห็นเป็นหน้าปัดด้าน ๆ มากกว่า
เข็มสั้น เข็มยาว เข็มวินาที ทำผิว Brushed เห็นเป็นเส้น ๆ ครับ ไม่ได้ขัดเงาเหมือนปกติ
นาฬิการุ่นนี้เป็น Monochrome นะครับ เราจะไม่เห็นสีอื่น ๆ บนหน้าปัดเลย มีแต่ขาว เทา ดำ (ยกเว้นพรายน้ำในที่มืดนะครับ พรายน้ำทั้งหมดสีฟ้ายกเว้นตำแหน่ง 12 นาฬิกาบน Bezel และเข็มยาวจะเป็นสีเขียว) ผมนี่แทบจะขว้าง Leica M60 ทิ้งแล้ววิ่งไปซื้อ Leica M Monochrom มาเข้าคู่กันกับนาฬิกาแทน
ไม่มีบอกวันที่ที่ 6 นาฬิกา
ส่วนที่ไม่ค่อยชอบบนหน้าปัดก็คือเข็มบอกเวลาของมันนี่แหละครับ ถึงแม้มันจะโปร่งแต่มันก็ดูใหญ่ เทอะทะไปหน่อย สวยอันเดียวคือเข็มวินาที ฮ่ะ ๆ ๆ นอกจากนี้ยังมีความเสียดายอีกอย่างคือ Ceramic Bezel ของนาฬิการาคาขนาดนี้ อักษรยังเป็น Enamel paint มันควรจะเป็น Liquid metal ได้แล้วครับ

การใช้งาน
ดูเวลาได้... จบ ไม่มีฟังก์ชันอื่นอีกแล้ว และ
"ซื้อนาฬิกาแพงมันก็ไม่ได้เดินเร็วขึ้น" อาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้

การสวมใส่
ผมว่าสบายดีครับ Ceramic กับ Titanium มันเบาครับ หนัก 108 กรัม ใส่สบาย ๆ ลืม ๆ
วาล์ว Helium เป็นแบบ Manual หมุนเองครับ ซึ่งคิดว่าคงไม่ได้ใช้งานจริง ถามจริง ๆ ว่าใครจะใส่นาฬิกาแบบนี้ไปดำน้ำ (ยกเว้นเจมส์ บอนด์) อย่างเรา ๆ หานาฬิกาดิจิทัลที่แสดงค่าต่าง ๆ แบบอัจฉริยะหน่อยไปใส่ลงน้ำน่าจะสะดวกใจมากกว่านะครับ
ผมว่าตัวนี้ก็แค่นี้ครับ Omega ไม่ได้ยืนราคาผ่านกาลเวลาได้เหมือน Rolex หรือ Patek philippe และ Seamaster เองก็เป็นซีรี่ส์ที่ไม่แพง รักษาราคาได้ไม่ดีเท่าพวก XXX side of the Moon ซึ่งเป็นรุ่นแพง เซรามิกทั้งซีรี่ส์ และก็ยังไม่เข้าขั้นคลาสสิกเหมือน Speedmaster 1861 หรือ 1863 พวกนั้น ใครคิดจะเก็บนาฬิกาเก็งกำไรผมว่าข้าม Omega ไปได้เลย ราคานี้ไปหา Submariner มือสองดีกว่าครับ แต่ถ้านาฬิกามันเรียก คิดว่าดีไซน์มันใช่และชอบก็ไปลองดูครับ ราคา Shop ต้นปี 2020 = 282,000 ครับ ท่านจะได้ เครื่อง Inhouse ของ Omega เที่ยงตรง กันสนามแม่เหล็ก วัสดุพิเศษ Ceramic และ Titanium พรีเมี่ยมแตกต่างไปจากรุ่นปกติ แถมด้วยหน้าปัดไม่มีวันที่ (ฮา) แต่ถ้าไปเล่น Seamaster Gen ใหม่รุ่นปกติหน้า 42mm ราคามันจะย่อมเยาลงมา ต้นปี 2020 = 169,000 ครับ ซื้อได้เลย ไม่มีพ่วง ไม่มีคิว สุดท้ายก็คงขอสวัสดีและลากันตรงนี้ ต้องขออภัยอีกครั้งที่เอาเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องกล้องมาเม้าท์กันอีกแล้วครับ (และมาลองดูกันว่าอีก 10 ปีข้างหน้ารอบนี้จะเป็นเวลาเท่าไร)
ปิดท้ายด้วยภาพ Omega Seamaster Diver 300M Ceramic Titanium 43.5mm กับสาย Nato กันบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศกันดีเหมือนกัน ถ้าสายตรงรุ่นจะเป็นลายแบบนี้ครับ แต่พวกโลหะทั้งหลายจะเป็น Titanium ใครจะเอาต้องสั่ง ราคา 5 หลักนะครับ (แพงเกินไป๊)



Comments